เริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

Victory Monument Where Live of the Ordinary Begin

โหะๆๆ ขึ้นต้นบทความด้วยข้อความแบบโกอินเตอร์หน่อยแล้วกัน

เอาล่ะเข้าเรื่องต่อดีกว่า คือว่าตอนนี้ผมอยู่ที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง
แถวๆ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสามย่านนี้แหละ (555+ ไม่อยากพูดชื่อ เพราะน่าจะรู้ๆกันอยู่นะ -*-)

ก็แบบว่ามาเป็นเพื่อนพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านมาติวหนังสือกับเพื่อนที่โรงเรียนอ่ะครับ
แล้วผมก็เข้ามานั่งเป็นเพื่อน (แต่ไม่ร่วมติวนะ เพราะผมอยู่แค่ ป.ตรีเอง T^T)
ก็ดันเหลือบไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง ที่มีคำว่า “จากยุคทองของกรุงเทพมหานคร สู่ยุคปัจจุบัน
แบบว่าโดนผมมากๆ ก็เลยหยิบขึ้นมาอ่าน
จนกระทั่ง ไปเจอเนื้อหาข้อมูลส่วนหนึ่งที่กล่าวถึง ต้นกำเนิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ผมก็นั่งอ่านไปอ่านมาก็ได้เนื้อความที่คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่ชีวิตคือการศึกษา
โดยเนื้อหาก็จะกล่าวถึงต้นกำเนิดของอนุสาวรีย์ และสาระดีๆ อีกหลายๆอย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน

เกริ่นมาเยอะแล้ว มาดูเนื้อหาเน้นๆ กันเลยดีกว่า (ขอให้ท่านอ่านจบนะ และจะดีกับตัวท่านเอง ^^)

เรือปืนฝรั่งเศสปิดอ่าวไทย … ทำการยุทธกับไทย … ยิงสู้กันที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า … แล่นเข้ามาในกรุงเทพฯ … ฝรั่งเศสครอบครองอินโดจีน และอยากได้ดินแดนของไทยฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง โดยอ้างว่าดินแดนดังกล่าวเคยเป็นของญวณและเขมรมาก่อน เมื่อญวณและเขมรมาก่อน เมื่อญวณและเขมรตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ไทยก็ต้องยกดินแดนเหล่านั้นให้ฝรั่งเศสด้วย … ฝรั่งเศสใช้กำลังทางทหารข่มขู่ … ไทยต้องสูญเสียดินแดนไป 5 ครั้ง … ครั้งที่ 1 พ.ศ.2410 เสียดินแดนในประเทศเขมรและเกาะอีกหกเกาะ … ครั้งที่ 2 พ.ศ.2413 เสียดินแดนสิบสองจุไท … ครั้งที่ 3 พ.ศ.2436 (ร.ศ.112) เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง … ครั้งที่ 4 พ.ศ.2466 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตรงข้ามหลวงพระบางและตรงข้ามปากเซ … ครั้งที่ 5 พ.ศ.2449 เสียดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ … ประชาชนไทยเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืน … ฝรั่งเศสให้เราปักปนแนวเขตใหม่ (จนเขาพระวิหารไปอยู่เขตเขมร) … เกิดสงครามโลกพอดี เยอรมันเข้ายึดยุโรป … เอเชียญี่ปุ่นก็แผ่อิทธิพลเข้ามา … ไทยเราเลยทำสงครามกับฝรั่งเศส เรียกร้องดินแดนคืน … ญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยสงครามชิงดินแดนคืน .. ไทยได้ดินแดนคืน … รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

นี่ผมพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์อันเป็นที่มาที่ไปของการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยที่อาจจะเรียงลำดับเหตุการณ์สลับไปบ้าง แต่เนื้อหาสาระของใจความไม่ตกหล่นแน่

การสงครามครั้งนั้นแหละครับที่ดูเหมือนว่าเราอาจหาญใจใหญ่ใจโต ประเทศเล็กๆ อย่างไทยดันไปทำสงครามกับฝรั่งเศส ประเทศมหาอำนาจและประเทศล่าอาณานิคม ที่ตอนนั้นมีทั้งลาว เวียดนาม เขมรอยู่ใต้อาณติ แต่ก็มาข่มขู่ บังคับเราสารพัด อย่างเช่น

13 กรกฏาคม พ.ศ.2436 (ร.ศ.112) ฝรั่งเศสส่งเรือรบเข้ามาที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปะทะกับป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ และกองทัพเรือไทย เรือรบฝรั่งเศสฝ่าเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯ เอกอัคราชทูตฝรั่งเศสปะจำกรุงเทพฯ ขณะนั้น (คือ เมอร์ซิเออร์ปาวี ซึ่งไทยเราเคยช่วยชีวิตไว้คราวที่เป็นกงสุลที่หลวงพระบาง ขณะที่จีนฮ่อกำลังจะฆ่าทิ้ง) เมอร์ซิเออร์ปาวียื่นคำขาดให้ไทยยอมรับว่าฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนฝั่งซ้ายตลอดถึงเกาะทั้งหมดในแม่น้ำโขง แล้วให้ไทยสู้รบต่อต้านฝรั่งเศสจำนวนหลายล้านฟรังก์ แล้วให้ไทยถอนทหารออกจาแนวชายแดนทั้งหมด แล้วทำเขตแดนในแม่น้ำโขงเสียใหม่ แทนที่จะยึดเอาร่องน้ำลึกเป็นเขตแบ่ง ฝรั่งเศสกลับยึดเอาเกาะและดินแดนทั้งหมดในแม่น้ำโขงเป็นของตน แล้วยังยึดจันทบุรีเป็นประกันด้วย พอไทยจ่ายหนี้ทั้งหมดแล้วก็คืนจันทบุรีให้เรา แต่ไปยึดเอาตราดไว้แทน แล้วเรียกร้องเอามณฑลบูรพา (เสียมราฐพระตะบอง-ศรีโสภณ) เพื่อแลกกับ จ.ตราด และอีกสารพัดสารพันที่เขาจะข่มขู่เอาจากเรา จนกระทั่งคนไทยเราอัดอั้นทนไม่ไหว จึงเกิดสงครามชิงดินแดนดังกล่าวคืน ซึ่งในปูมประวัติเรียกว่า สงครามอินโดจีน (ไทยรบฝรั่งเศส พ.ศ.2473) ยุทธนาวี เกาะช้างก็เกิดในครั้งนี้นั่นเอง และเป็นที่มาของการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้น

ในหนังสือ “สงครามอินโดจีน ไทยรบฝรั่งเศส พ.ศ.2473” ของคุณสรศักยื แพ่งสภา ได้ให้ที่มาของอนุสาวรีย์แห่งนี้ว่า … ฝรั่งเศสเป็นชาติมหาอำนาจเกรียงไกรชาติหนึ่งในยุโรป เป็นชาติที่มีความคิดคับแคบ คิดเอาง่ายๆ ใช้กองทัพข่มขู่ยื้อแย่งไปตามสะดวก ฝรั่งเศสขู่บังคับเอาแผ่นดินไทยไป 5 ครั้ง เป็นเนื้อที่ 467,500 ตารางกิโลเมตร ประชาชนอีก 3,540,000 คน ไทยถูกข่มขู่เป็นเบี้ยล่างมานาน พอขอเปิดเจรจาเพื่อปรับแนวเขตดินแดนและขอดินแดนคืน ฝรั่งเศสไม่ยอมรับฟังและลงมือคุกคามไทย ส่งทหารประชิดชายแดน ปฏิบัติการยั่วยุรัฐบาลสมัยนั้น (จอมพล ป.พิบูลสงคราม) เห็นว่าจะต้องเกิดการสู้รบแน่นอน จึงอยากได้อนุสาวรีย์ชัยทหารไว้แสดงผลงานความกล้าหาญของทหารไทย เมื่อมีการปะทะตามแนวชายแดน มีทหารบาดเจ็บล้มตาย จึงมีการปลุกระดมให้สู้และเอาแผ่นดินเราคืนมา พอรัฐสภาอนุมัติให้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็มีคำขวัญออกมาว่า “ใครจะได้เป็นผู้มีชื่อจารึกที่อนุสาวรีย์กัน”

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ที่กิโลเมตรที่ 0.00 หัวถนนพหลโยธิน เป็นฝีมือช่างของกรมโยธาธิการ มีหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เป็นสถาปนิกออกแบบ รูปแบบของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีสิ่งบันดาลใจสถาปนิก 5 ประการคือ

– ปฏิบัติการของกองทัพทั้งสาม
– ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญของกำลังพล
– อาวุญที่ทหารใช้สู้รบ
– เหตุการณ์ที่สำคัญที่ต้องเปิดการสู้รบ
– ความสนใจของประชาชน

รูปแบบจึงเป็นดาบปลายปืนห้าเล่มมารวมกัน แบบกลีบมะเฟือง ชี้ปลายดาบขั้นด้านบน หันคมดาบออกด้านนอก ส่วนด้านดาบตั้งอยู่เหนือห้องโถงใหญ่ใช้เก็บปืนใหญ่ที่บรรจุอัฐิของทหารที่สู้รบในการสงครามครั้งนั้น ด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืนมีรูปปั้นหล่อทองแดงขนาดสองเท้าของคนธรรมดา มีทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจและพลเรือน ฝีมือปั้นแบบของศิษย์เอกอาจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยการควบคุมของท่าน

พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2485 จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2485 โดยมีรายนามจารึกไว้ที่ อนุสาวรีย์แห่งนี้ 160 คน “ทหารบก 94 คน ทหารเรือ 41 คน ทหารอากาศ 13 คน ตำรวจสนาม 12 คน …”

นี่คือที่มาที่ไปของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เราผ่านไปผ่านมาอยู่บ่อยครั้ง จนชินในรูปลักษณ์ที่ตั้ง จนบางครั้งเราอาจจะหลงลืมที่มาที่ไปของอนุสาวรีย์แห่งนี้ไปเสียสิ้น ดังนั้น เมื่อได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปของการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้แล้ว อดที่จะหวงแผ่นดินไทย เลือดในกายกรุ่นๆ ด้วยความรักชาติ และอดไม่ได้ที่จะขอบคุณบรรพบรุษที่ยอมเสียชีวิตเพื่อให้ได้มีแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานไทยเรา

แผ่นดินนี้ใครจะมาคิดแยกแบ่ง คนไทยเราไม่ยอมเด็ดขาด ขึ้นชื่อว่า คนไทย เชื้อสายไทย สายเลือดไทย จะศาสนาใด เชื้อพันธ์พงศ์เผ่าใดมาก็ตาม เมื่อมาร่วมผืนแผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินแม่ ยอมหวงแหนและพร้อมปกป้องแผ่นดินนี้ แม้ตัวตายเยี่ยงบรรพบุรษเราที่มีชื่อปรากฏใต้ฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในปัจจุบัน เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง เป็นทางของกิโลเมตรที่ 0.00 ของถนนพหลโยธิน (ซึ่งใครต่อใครมักจะเอามาถามว่าหลักกิโลเมตรที่ 0 นั้นอยู่ที่ใด คำตอบก็คือว่า ถนนแต่ละสายมีหลักกิโลเมตรที่ 0 ไม่เหมือนกัน ถ้าถนนพหลโยธิน ต้องเป็นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินี่เอง) อนุสาวรีย์แห่งนี้ยังเป็นต้นทางของรถโดยสารหลายต่อหลายสาย ทั้งที่ออกไปชานเมืองในทุกๆ สารทิศของกรุงเทพฯ และออกไปต่างจังหวัด เช่น พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครสวรรค์ อ่างทอง สิงห์บุรี นครนายก นครราชสีมา สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ชะอำ หัวหิน ฯลฯ เรียกได้ว่าไปที่อนุสาวรีย์ที่เดียว ก็เดินทางไปต่างจังหวัดได้เกือบทุกทิศทาง

แม้กระทั่งการเดินทางสัญจรในกรุงเทพฯ เองก็มักจะมาเริ่มต้นหรือเชื่อมต่อที่อนุสาวรีย์เช่นกัน ที่นี้จึงเป็นเหมือนต้นทางกรุงเทพฯ จุดหนึ่ง

ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ยังเป็นเสมือนต้นทางชีวิตหลากหลายชีวิตที่มาก่อเกิดและลืมตาดูโลกโดยอาศัยถื่นฐานย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลแม่และเด็ก สถาบันโรคผิวหนัง รวมทั้งแหล่งวิทยาการทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยมหิดลและการแพทย์ทหาร แหล่งผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ ก็อยู่รายรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแห่งนี้

ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ถือเป็นย่านชุมชนอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้คนอยุ่อาศัยกันหนาแน่นมาก หลังตึกแถวที่อยู่ริมถนนรอบๆ อนุสาวรีย์นั้นจะมีชุมชนต่างๆ อยู่กันหนาแน่น ชุมชนเหล่านี้เป็นเสมือนแหล่งพักกายของคนที่อ่อนล้า กลับเข้ามายามเย็นย่ำ และปล่อยคนออกไปในยามรุ่งสาง เป็นอย่างนี้ทุกเมื่อเช้าวัน

นอกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะเป็นต้นทางการเดินทางทั้งต่างจังหวัดและในกรุง เป็นต้นทางชีวิต เป็นแหล่งวิทยาการด้านสุขอนามัยแล้ว ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังเป็นแหล่งรวมอาหารการกินที่ขึ้นชื่ออย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ที่ขึ้นชื่อ จนกลายเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือที่อร่อยอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยไปโดยปริยาย เป็ดย่างข้างธนาคารไทยพาณิชย์ หรือซุปหางวัวรสชาติอิสลามที่ซอยในวัดข้าง รพ.พระมงกุฏเกล้า ก็อร่อยจนอดไปแวะกินไม่ได้

ถ้าเราจะลองชมตลาดย่านอนุสาวรีย์นี่ต้องมาเย็นๆ ซึ่งที่คุกคักเห็นจะเป็นตลาดข้างโรบินสัน (เดิม) ที่เป็นแผงขายเสื้อผ้าสารพัดสารพัน ส่วนบนสะพานลอยหรือริมฟุตบาทต่างๆ นั้น มีร้านแบกะดินมากมาย สินค้าน่าซื้อหา ราคาถูก คุณภาพ ก็สมน้ำสมเนื้อกับราคา เพียงแต่ร้านเหล่านี้จะมีให้เห็นก็เมื่อเทศกิจไม่มากวนเท่านั้น ส่วนอาหารการกิน ของฝาก ของกินเล่น ผลไม้ ที่อนสาวรีย์ชัยสมรภูมินี้ก็มีให้ซื้อหาทุกช่วงฤดุกาล

ผมมักจะชอบการยืนรับลมบนสะพานลอยอนุสาวรีย์ฯแห่งนี้ ดูภาพชีวิตของผู้คนที่เคลื่อนไหวไปมา รถราแล่นกันขวักไขว่ ในยามเย็นที่แสงแดดเริ่มอ่อนแรง ลมกรุงจะพัดเอื่อยๆ แสงไฟ ประดับประดาตามป้ายร้าน ป้ายโฆษณารอบๆ อนุสาวรีย์ เป็นภาพที่สวยงาม เหมือนกับจะตอกย้ำว่า “ที่แห่งนี้ไม่เคยหลับใหลคึกคักและมีชีวิตชีวาตลอดเวลา”

ถ้าเราตัดเสียงการจราจรอันอึกทึกนั้นออกไป ถ้าเรามองภาพรถยนต์ที่ติดรอไฟแดงกันนานนั้นให้เป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้เลวร้ายอะไร ถ้าเรามองผู้คนที่เดินขวักไขว่ทั้งสะพานลอยหรือฟุตบาทริมถนนรอบๆ อนุสาวรีย์ว่าเป็นผู้ที่ทำให้ย่านแห่งนี้คึกคัก ถ้าเรามองผู้คนที่มาแจกแผ่นปลิว มาขอทาน มาขายสติกเกอร์ มาปูผ้าขายของบนสะพานลอย คนที่เรียกผู้โดยสารขึ้นรถตู้ว่า เป็นผู้ที่กำลังแสดงละครชีวิต ถ้ามองรถราที่ขวักไขว่เป็นเสมือนม้าหมุนที่จะพาเราโลดแล่นไปที่ต่างๆ ที่มันไปถึง ถ้ามองข้ามคลองสีขุ่นให้ดั่งว่าเป็นคลองน้ำนม และหากว่ามองสรรพสิ่งที่ประกอบรวมกันเป็นย่านอนุสาวรีย์นั้น เป็นเรื่องที่น่ามอง น่าสนใจ และเป็นดั่งละครชีวิตบนเวทีของความเป็นจริงแล้วล่ะก็

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแห่งนี้ ก็ไม่ใช่ย่านที่น่าหนีห่างแต่อย่างใด แต่กลับน่าพิศมัย น่ามอง ลองหาโอกาสมาเยือนอนุสาวรีย์ชัยฯ ในแง่มุมที่เป็นแหล่งทัศนาชีวิตคนกรุง มาลองยืนรับลมบนสะพานลอย ดูแสงสีรอบๆ ที่แห่งนี้ แล้วคุณก็จะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าอัปลักษณ์ไม่น่ามองนั้น ในบางแง่บางมุม ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมากทีเดียว

สถานที่แห่งนี้ไม่เคยหลับไหลโดยแท้ … แล้วชีวิตของคุณก่อนหลับไหลยาวล่ะ …

ไม่คิดจะลองมาสัมผัสสักครั้งหน่อยล่ะ ^_^ … อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ป.ล. มั่วแต่รีบออกจากโรงเรียน จนลืมจดชื่อหนังสือเลย ยังไงก็ฝากขอบคุณเนื้อหาดีๆ ณ ที่นี้ด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.