การป้องกันการฟอกเงิน

ตลอดสี่วันที่ผ่านมานี้ผมได้เข้่าร่วมกิจกรรมการปฐมนิเทศที่ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานพระราม 3 ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่ล้วนเป็นการอบรมให้ความรู้จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ และในวันนี้เองก็เป็นวันสุดท้ายของการปฐมนิเทศ ผมได้เข้าฟังการอบรมหัวข้อหนึ่งที่ผมประทับใจมากนั้นก็คือ “การป้องกันการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย” (Anti-money Laundering and Combatting the Financing of Terrorism : AML/CFT)

ในการนี้ผมขอขอบคุณพี่ โสมสิริ สียางนอก ที่มอบความรู้ และแรงบันดาลใจให้กับผมในการเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา เพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการฟอกเงินให้กับผู้คนได้ทราบกัน

หัวข้อนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน ที่จะต้องเข้าร่วมการอบรม ตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง โดยภายหลังจากการฟังบรรยายจะต้องมีการสอบวัดประเมินผลอีกด้วย ซึ่งต้องทำข้อสอบให้ได้ 80% ถึงจะผ่าน (คะแนนเต็ม 30 ฉะนั้นต้องทำให้ได้อย่างน้อย 24 คะแนน เป็นต้น)

สำหรับบทความนี้ผมตั้งใจจะเขียนขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการฟอกเงินในเบื้องต้น ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับบางคนที่กำลังค้นหาผ่าน google หรือแม้แต่น้องๆเพื่อนๆพี่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพในรุ่นต่อๆไป

———————————————

การฟอกเงิน คืออะไร ?

การฟอกเงิน คือ “กระบวนการซึ่งอาชญากรพยายามซ่อน และปกปิดแหล่งที่มาและกรรมสิทธิ์อันแท้จริง ของเงินที่ได้มาจากอาชญากรรม”

นอกจากนี้ยังรวมไปถึง “การให้เงินทุนสนับสนุน แก่กิจกรรมก่อการร้ายด้วย (โดยที่เงินนั้นอาจมีหรือไม่มีที่มาจากอาชญากรรม)”

ยกตัวอย่างเช่น นาย A ค้ายาเสพติด พอได้เงินมา เงินนั้นถือเป็นเงิน “สกปรก” เพราะเป็นเงินที่ได้มาจากการทำผิดกฏหมายหรือเงินที่ได้มาจากอาชญากรรม ฉะนั้น นาย A จะต้องหาหนทางวิธีที่จะทำให้เงินดังกล่าวนั้น “สะอาด” ซึ่งกระบวนการวิธีดังกล่าวที่นาย A จะทำต่อไปนั้น ก็คือ “การฟอกเงิน” นั่นเอง

สำหรับกระบวนการฟอกเงินนั้นหลักๆ มีดังต่อไปนี้

1. การรวบรวมเงินสกปรกที่ได้มาจากการทำผิดกฎหมาย (Collection of Dirty Money)

2. การนำเงินสดเข้าสู่ระบบ (Placment) โดยผ่าน สถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น

3. การนำเงินผ่่านขั้นตอนหลายชั้นเพื่อสร้างความสับสน (Layering) ด้วยการอำพรางแหล่งที่ฝากเงินครั้งแรก เช่น การโอนเงินระหว่างบัญชีไปมาในแต่ละประเทศ

4. การนำเงินกลับเข้าสู่ระบบใหม่ (Integration) โดยที่เมื่อเงินทั้งหมดผ่่านกระบวนการข้อที่ 3 ข้างบนแล้ว พอถึงขั้นตอนนี้เงินดังกล่าวก็จะเป็นเงินที่สะอาดถูกต้องตามกฎหมาย สามารถเอาไปซื้อทรัพย์สินราคาแพงๆ หรือ เอาไปใช้ในการทำอาชญากรรมอีกได้ เป็นต้น

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า สถาบันการเงินล้วนมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเครื่องมือของการฟอกเงินอยู่เสมอ

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 ถือเป็นสิ่งที่เราจะต้องรู้และเข้าใจอย่างยิ่ง โดยมีสาระ รายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้

มาตรา 3 : ความผิดมูลฐาน

ได้แก่ การลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย, ค้ามนุษย์, การพนัน, ยักยอกฉ้อโกง, ความผิดต่อหน้าที่ราชการ, ซื้อสิทธิขายเสียง, การกรรโชกหรือรีดเอาทรัพย์สิน, ยาเสพติด และการก่อการร้าย เป็นต้น

มาตรา 3 : ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย

– ธุรกรรมที่สลับซับซ้อน เช่น แทนที่จะโอนเงินจากไทยไปอเมริกาต่อเดียว แต่กลับโอนจากไทย ไป ลาว ไป สิงค์โปร ไป ฮ่องกง แล้วถึงจะโอนไปอเมริกา พฤติกรรมนี้ส่อให้เห็นถึงการหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง

– ขาดความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ เช่น อาชีพนักเรียน แต่กลับมีเงินเข้าออกบัญชีมากกว่าล้านบาทต่อเดือน

– ธุรกรรมทีี่ทำไปโดยเป็นการละเมิด พ.ร.บ. นี้ เช่น การไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลจริง

– ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานข้อหนึ่งข้อใด

มาตรา 10 : บทลงโทษสองเท่า

หาก กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งมีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงินต้องระวางโทษเป็นสองเท่าเสมอ

มาตรา 13, 16(9) : การรายงานธุรกรรม

แบบฟอร์มตามกฎหมายที่ต้องรายงานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ปปง. 1-01 ธุรกรรมเงินสดมูลค่า 2 ล้านบาทขึ้นไป

2. ปปง. 1-02 ธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่า 5 ล้านบาทขึ้นไป

3. ปปง. 1-05-9 ธุรกรรมเพื่อการโอนเงินหรือการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เงินสด 1 แสนบาทขึ้นไป หรือ ทรัพย์สิน 7 แสนบาทขึ้นไป)

4. ปปง. 1-03 ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ไม่มีข้อกำหนดเรื่องจำนวนเงิน

มาตรา 20 , 20/1 : การแสดงตน และการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า

ธนาคารต้องให้ลูกค้าแสดงตนก่อนการทำธุรกรรมทุกครั้ง เว้นแต่ได้แสดงตนไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว(เคยเปิดบัญชีธนาคารแล้ว) นอกจากนี้ธนาคารต้องกำหนดนโยบายการรับลูกค้า การบริหารความเสี่ยงจากการฟอกเงินของลูกค้า และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกีี่ยวกับลูกค้า

สำหรับการแสดงตนดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็คือ การที่ลูกค้าจะต้องให้ข้อมูลกับธนาคาร เช่น ชื่อและนามสกุล วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน รูปถ่าย เป็นต้น

มาตรา 22 , 22/1 : การเก็บรักษาเอกสาร

ธนาคารจะต้องเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงตนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการทำธุรกรรมของลูกค้าไว้ เป็นเวลา 5 ปี

มาตรา 62 : บทลงโทษสำหรับธนาคาร

หากธนาคารไม่กำหนดนโยบายการรับลูกค้า ไม่จัดให้ลูกค้าแสดงตน ไม่มีการรายงาน หรือ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในการยั้บยั้งการทำธุรกรรมของลูกค้าที่กระทำความผิด รวมทั้งไม่เก็บเอกสารตามระยะเวลาที่กำหนด มีโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาท จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง (มีแต่โทษปรับ ไม่มีโทษจำคุก)

มาตรา 63 : บทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ธนาคาร

หากมีการปิดปิดไม่รายงาน เพิกเฉยต่อหน้าที่ หรือ รู้เห็นเป็นใจ(รายงานเท็จ) มีโทษจำคุกไ่ม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (กรณีเป็นผู้บริหารอย่าลืมนะว่า จะโดนโทษเป็น 2 เท่า)

มาตรา 66 : การเปิดเผยข้อมูลความลับทางราชการ

หากผู้ใดมีการเปิดเผยข้อมูลรายงานให้กับผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง(Tip Off) เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกค้า ต้องโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

จบข่าว ^_^

CategoriesUncategorized

Leave a Reply

Your email address will not be published.